มัทฉะ (Matcha) คืออะไร? รู้จักชาเขียวญี่ปุ่นแท้
เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมว่าชาเขียวสีสวยที่เห็นตามคาเฟ่หรือในร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นคืออะไร? วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ มัทฉะ (Matcha) ให้ลึกขึ้น ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา วิธีการผลิต สรรพคุณดีๆ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ จนถึงวิธีชงแบบฉบับชาวญี่ปุ่นแท้ๆ
มัทฉะไม่ใช่แค่ชาเขียวธรรมดา แต่เป็นชาพรีเมียมที่ผ่านกระบวนการปลูกและผลิตพิเศษ ก่อนจะบดเป็นผงละเอียด ให้เราดื่มทั้งเนื้อชา แทนการชงแบบทั่วไป ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมายาวนาน และตอนนี้กำลังมาแรงทั่วโลกเพราะประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย!
สารบัญ
มัทฉะ (Matcha) คืออะไร?

มัทฉะ (Matcha) หรือที่เรารู้จักกันในภาษาญี่ปุ่นว่า “抹茶” เป็นชาเขียวชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยคำว่า “มัทฉะ” แปลตรงตัวว่า “ชาที่ถูกบด” ซึ่งอธิบายถึงกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากชาเขียวชนิดอื่นๆ มัทฉะถูกสร้างขึ้นโดยการนำใบชาที่ผ่านการปลูกและดูแลอย่างพิเศษมาบดเป็นผงละเอียด ทำให้เราสามารถบริโภคส่วนประกอบทั้งหมดของใบชาได้ แทนที่จะแค่ชงน้ำชาและดื่มเท่านั้น
กระบวนการปลูกชาสำหรับการทำมัทฉะนั้นมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความใส่ใจเป็นพิเศษ ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 20-30 วัน ต้นชาจะถูกปกคลุมด้วยผ้าหรือตาข่ายเพื่อลดแสงแดด ส่งผลให้ใบชาผลิตคลอโรฟิลล์มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มัทฉะมีสีเขียวเข้มสดใส เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ใบชาที่เลือกใช้จะเป็นใบชาที่อ่อนนุ่มที่สุดเท่านั้น จากนั้นใบชาจะถูกนำไปนึ่ง อบแห้ง และแยกเส้นใยออกก่อนจะถูกบดเป็นผงละเอียดด้วยหินโม่แบบดั้งเดิม
ด้วยกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันเช่นนี้ มัทฉะจึงมีรสชาติและกลิ่นที่โดดเด่นกว่าชาเขียวชนิดอื่นๆ บางคนอาจบอกว่ามัทฉะมีรสขมเล็กน้อยแต่กลับมีความหวานละมุนและความเข้มข้นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ มัทฉะยังมีคาเฟอีนในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งช่วยกระตุ้นพลังงานให้แก่ร่างกายโดยไม่ทำให้เกิดอาการใจสั่นหรือเครียดเหมือนกาแฟ
มัทฉะมาจากไหน? ประวัติและต้นกำเนิด
มัทฉะมีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น แต่อิทธิพลจริงๆ มาจากประเทศจีนในช่วงราชวงศ์ถัง ก่อนที่พระชาวญี่ปุ่นจะนำวิธีการผลิตชาแบบบดผงนี้กลับไปพัฒนาต่อ จนกลายเป็นส่วนสำคัญในพิธีชงชาญี่ปุ่นหรือ “茶道” (ซาโด) ในศตวรรษที่ 12
ความพิเศษของมัทฉะเริ่มตั้งแต่การปลูก ชาเขียวที่ใช้ทำมัทฉะจะถูกคลุมด้วยตาข่ายก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 20-30 วัน เพื่อลดแสงแดด ทำให้ใบชามีคลอโรฟิลล์สูง สีเขียวสด และมีกรดอะมิโนมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่มัทฉะมีรสอูมามิ (Umami) เป็นเอกลักษณ์
หลังเก็บเกี่ยว ใบชาจะถูกนึ่งเพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ จากนั้นนำไปอบแห้งและคัดเลือกเฉพาะส่วนดีที่สุดก่อนบดด้วยหินแกรนิตจนได้ผงละเอียดเหมือนแป้ง กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลานานและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง
มัทฉะต่างจากชาเขียวธรรมดาอย่างไร?
หลายคนอาจคิดว่ามัทฉะก็คือชาเขียวแบบผง แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างหลายจุด ชาเขียวทั่วไปเราชงโดยแช่ใบชาในน้ำร้อนแล้วทิ้งใบทิ้งไป แต่มัทฉะคือการบริโภคทั้งใบชาที่บดเป็นผง ทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนกว่า

มัทฉะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะ EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งมีมากกว่าชาเขียวธรรมดาถึง 137 เท่า! นอกจากนี้ยังให้พลังงานแบบคงที่เพราะมีแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) ช่วยปรับสมดุลคาเฟอีน ไม่ให้รู้สึกกระสับกระส่าย
รสชาติก็ต่างกันอย่างชัดเจน มัทฉะคุณภาพสูงจะมีรสเข้มข้น คล้ายสาหร่ายผสมความหวานธรรมชาติ ในขณะที่ชาเขียวธรรมดาอาจมีรสขมหรือเฝื่อนกว่า แถมมัทฉะยังนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ทั้งของหวานและของคาว
ประโยชน์ของมัทฉะต่อสุขภาพ ที่วิทยาศาสตร์รองรับ
งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการดื่มมัทฉะเป็นประจำมีประโยชน์มากมาย เริ่มจากช่วย เร่งการเผาผลาญ และ ลดน้ำหนัก เพราะสารคาเทชินในมัทฉะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันได้ถึง 17%
มัทฉะยังดีต่อ สมองและความจำ เนื่องจากมีสารแอล-ธีอะนีนที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มสมาธิ นักศึกษาญี่ปุ่นนิยมดื่มมัทฉะเวลาอ่านหนังสือ เพราะช่วยให้ตื่นตัวโดยไม่รู้สึกประสาทเสียเหมือนกาแฟ
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่ามัทฉะอาจช่วย ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็ง เพราะสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย และลดคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) ในเลือด
วิธีชงมัทฉะแบบดั้งเดิม ให้ได้รสชาติแท้
การชงมัทฉะแบบญี่ปุ่นแท้ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ได้แก่ ถ้วยชา (茶碗), ไม้ตีชา (茶筅) และ ช้อนตักมัทฉะ (茶杓) เริ่มจากตักผงมัทฉะประมาณ 1-2 ช้อน (1-2 กรัม) ใส่ในถ้วย จากนั้นเติมน้ำร้อนอุณหภูมิ 70-80°C ประมาณ 60-70 มล.

ใช้ไม้ตีชากวนอย่างรวดเร็วเป็นรูปตัว W จนเกิดฟองละเอียดบนผิวน้ำ อย่าใช้ช้อนพลาสติกหรือโลหะเพราะจะทำให้รสชาติเปลี่ยน การชงด้วยวิธีนี้จะได้มัทฉะที่มีรสกลมกล่อมและกลิ่นหอมเต็มที่
สำหรับผู้เริ่มต้น อาจลองสูตรมัทฉะลาเต้โดยผสมนมร้อนและน้ำผึ้งเล็กน้อย แต่ควรเลือกมัทฉะเกรดพรีเมียมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
เคล็ดลับในการเลือกและเก็บรักษามัทฉะ
การเลือกซื้อมัทฉะที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะคุณภาพของมัทฉะจะส่งผลต่อรสชาติและประโยชน์ที่คุณจะได้รับ ควรเลือกมัทฉะที่มีสีเขียวสดใสและมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ หากเป็นไปได้ ให้เลือกมัทฉะที่ระบุว่าเป็น Ceremonial Grade ซึ่งเป็นเกรดที่มีคุณภาพสูงสุดและเหมาะสำหรับการชงชาโดยตรง ในขณะที่ Culinary Grade จะเหมาะสำหรับใช้ในการทำขนมหรืออาหาร
เมื่อซื้อมัทฉะมาแล้ว การเก็บรักษาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ มัทฉะควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติให้คงอยู่นานที่สุด นอกจากนี้ ควรเก็บมัทฉะในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อป้องกันอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยา
ทิ้งท้าย
มัทฉะไม่ใช่แค่เครื่องดื่มแต่เป็นวัฒนธรรมที่หลอมรวมความพิถีพิถันและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน จากกระบวนการปลูกแบบพิเศษ สรรพคุณที่ช่วยทั้งสุขภาพกายและใจ ไปจนถึงวิธีการชงที่เป็นศิลปะ
หากคุณยังไม่เคยลอง มัทฉะเกรดดีๆ สักถ้วย นี่คือเวลาที่เหมาะที่สุด! เลือกมัทฉะอินทรีย์เพื่อความปลอดภัย และอย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์การดื่มมัทฉะครั้งแรกของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่รักสุขภาพได้รู้จักชาเขียววิเศษชนิดนี้กันนะ!